บทความ ไปรษณีย์มีปีก
บทความ ไปรษณีย์มีปีก

ไปรษณีย์มีปีก


       จุดเริ่มต้นของการสื่อสารในสมัยก่อนนั้น เกิดจากการสร้างเส้นทางคมนาคมและเส้นทางการค้า โดยมีการติดต่อข่าวสารกันอย่างง่าย ทั้งผ่านทางพ่อค้า ใช้ม้าเร็ว จนถึงการจัดตั้งคนเร็วไว้ตามเมืองสำคัญ ก็ถือเป็นพัฒนาการทางการส่งข่าวสารอย่างง่ายอีกช่องทางหนึ่ง และเป็นเช่นนี้เรื่อยมาจนถึงยุคสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น จนมาถึงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหากษัตริย์ไทยพระองค์แรก ที่สนพระทัยในการเขียนจดหมายโต้ตอบเป็นภาษาอังกฤษ และทรงใช้ การไปรษณีย์ในการติดต่อกับประมุขและบุคคลทั้งภายในและภายนอกประเทศ นับเป็นกุศโลบายอันเฉียบแหลมในการเจริญสัมพันธไมตรีกับมิตรประเทศ จนสามารถนำรัฐนาวาสยามฝ่าฟันวิกฤต ไม่ตกเป็นเมืองขึ้นของเหล่าประเทศมหาอำนาจในสมัยนั้น ด้วยเหตุนี้ "กิจการไปรษณีย์ไทย" จึงถือกำเนิดในรูปแบบต่างๆ การจัดทำตั๋วแสตมป์สำหรับการส่งหนังสือพิมพ์รายวันภาษาไทยครั้งแรก ซึ่งถือเป็นการเริ่มต้นกิจการไปรษณีย์ภายในกรุงเทพฯ นับแต่นั้นเป็นต้นมา 
แล้วถ้าเราจะกล่าวถึงการติดต่อสื่อสาร หรือการส่งสารในยุคโบราณ ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 นั้นเราจะนึกถึงสิ่งใด ...ก็!! นกพิราบ ละซิ แล้วทำไมต้องเป็นนกพิราบ? แล้วใคร? เป็นคนริเริ่มนำนกพิราบมาใช้ส่งสาร นกพิราบส่งสารได้อย่างไร? และมีความถูกต้องแม่นยำหรือไม่? เมื่อเราเริ่มสงสัย เราก็ต้องค้นคว้าหาข้อมูลให้ได้คำตอบให้จงได้
นกพิราบเป็นนกในวงศ์นกพิราบ และนกเขา นกพิราบมีถิ่นอาศัยในสิ่งแวดล้อมเปิดและกึ่งเปิดในพื้นที่เกษตรกรรมและในเมือง ขอบหินถูกใช้เป็นที่ทำรังวางไข่นกพิราบป่ามีขนสีเทาอ่อน มีแถบสีดำสองแถบบนปีกแต่ละข้าง มีความแตกต่างระหว่างเพศเล็กน้อย นกชนิดนี้มักมีคู่ครองตัวเดียว มีลูกครั้งละ 2 ตัว มีลักษณะโดยทั่วไป คือ อ้วนกลม คอสั้น ปากเรียวมีปุ่มเนื้อเหนือปาก ปากเล็ก สันปากบนโค้งเล็กน้อย รูจมูกไม่ทะลุถึงกัน หางยาวปานกลาง ปลายหางมนกลมหรือแหลม มีความอดทนสูง มีสายตาดี มีพฤติกรรมจดจำถิ่นเกิดได้แม่นยำ นกพิราบจะบินกลับรังทุกครั้งไม่ว่าไปปล่อยใกล้หรือไกล ในระยะทางที่หวังผลได้ ไม่เกิน 500 กิโลเมตร หากไกลกว่านั้นต้องใช้เวลามากกว่า 1 วัน อาจหลงหรือถูกล่าเป็นอาหาร
       
       ในการส่งสารของนกจะติดจดหมายไว้ที่ขาของนกแล้วปล่อยให้นกบินไปยังที่หมายคือรังของนก ในอดีตนิยมใข้นกพิราบส่งสารในการทำสงคราม เมื่อมีศึกจะมีคนไปสอดแนมข้าศึก จะมีการนำนกพิราบจากเมืองติดตัวไปด้วย เมื่อถึงเวลาก็จะเขียนจดหมายติดที่ขาของนกพิราบ แล้วปล่อยนกพิราบให้บินกลับมาที่รังหรือเมืองของตน เพื่อให้รู้ข่าวสารเตรียมทำศึก นกพิราบไม่สามารถบินไปส่งสารที่อื่นได้นอกจากรังของมันที่จากมา หากแต่ผู้ส่งสารต้องนำนกมาจากที่นั้นๆ

 
       มีหลักฐานบันทึกไว้ว่า ชาวอียิปต์โบราณเป็นผู้ริเริ่มใช้นกพิราบในการสื่อสาร และมีกีฬาแข่งนกเกิดขึ้น ซึ่งในเวลาต่อมาได้รับความนิยมกันอย่างแพร่หลายในชาวกรีกโรมัน แถมยังกระจายไปถึงประเทศตะวันออกกลาง โดยการฝึกนกพิราบนี้ได้พัฒนาขึ้นไปเรื่อยๆ จนเป็นการใช้ประโยชน์ ถึงขั้นจัดตั้งขึ้นเป็นกิจการนกพิราบไปรษณีย์ (regular pigeon-post) ขึ้นในประเทศกลุ่มทวีปยุโรป รวมทั้งฝึกเพื่อนำไปสนับสนุนปฏิบัติการทางทหารอีกด้วย
           
 
       ยกตัวอย่างเช่น Cher Ami เป็นนกพิราบที่เป็นความหวังสุดท้ายของ New York Battalion เพราะนกพิราบจำนวนมากได้ถูกฆ่าตายหมด แต่ Cher Ami บินกลับในสภาพที่ได้รับบาดเจ็บสาหัส จากข่าวสารที่ Cher Ami สามารถนำส่ง ทำให้สามารถช่วยชีวิตคนได้ถึง 194 ชีวิต ครั้งหนึ่งในสหรัฐอเมริกา Cher Ami ได้ถูกนำมาเป็นตัวสัญลักษณ์นำโชคของ Department of Service หลังสงครามสิ้นสุดลง นกพิราบจำนวนมากได้ถูกเคลื่อนย้ายสู่สหรัฐอเมริกา นกพิราบทหารในยุคสงครามโลกจะมีความทรหดอดทนมากกว่านกพิราบในสมัยนี้ นกทหารในยุคนั้นต้องปฏิบัติภารกิจภายใต้สถานการณ์ที่ลำบากยากเข็ญ เช่น อากาศเลวร้าย ต้องบินกลางคืน จุดหมายต่างกัน และต้องบินฝ่าห่ากระสุน เป็นต้น นกพิราบสื่อสารในยุคสงครามเปรียบเสมือนวีรบุรุษ  สามารถพามันไปทุกหนทุกแห่ง และมันจะปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างซื่อสัตย์จากเหตุการณ์นั้น ในสมัยสงครามโลกรูปนกพิราบสีขาวจึงกลายเป็น “สัญลักษณ์แห่งสันติภาพ” ซึ่งหมายถึง ความสงบ ปลอดภัย และสันติสุขของมวลประชาชาตินั่นเอง
จากการศึกษา การส่งสารของนกพิราบ จะเห็นได้ว่านกพิราบไม่สามารถส่งสารได้ทุกตัว จะต้องผ่านการฝึก ความอดทน ทิศทาง การทำงานเป็นเวลาหลายเดือนก่อนจะสามารถส่งสารได้ และจากพฤติกรรมของนกพิราบจะบินกลับรังทุกครั้งไม่ว่าจะไปปล่อยใกล้หรือไกล ทหารจึงได้ประโยชน์จากพฤติกรรมนี้เพื่อการส่งสารจากการสอดแนมในแผ่นดินของข้าศึก ซึ่งการส่งสารของนกพิราบ นกพิราบไม่สามารถบินไปส่งสารที่อื่นได้นอกเหนือจากบินกลับรังของมันที่ หากต้องการส่งสารผู้ส่งสารต้องนำนกมาจากที่ที่ตนจากมา เพื่อที่จะส่งสารกลับไปที่เมืองของตน ......นั่นเอง
 
 
 
ผู้เขียนบทความ
นายธวัชชัย กันทะวงศ์

Adobe Acrobat Document ดาวน์โหลดไฟล์   ขนาดไฟล์ 471.49 KB